‘แหล่งพลังงาน’

20 ปีที่ผ่านมาของ SUGIZO มือกีต้าร์แห่งวงร็อคชื่อดัง ‘LUNA SEA’ และ ‘X JAPAN’

ตั้งแต่ที่ SUGIZO ได้เริ่มข้องเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและการรณรงค์เลิกใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จนถึงวันนี้ก็ผ่านมา 20 ปีแล้ว เขาเคยจัด Live โดยใช้พลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงไฮโดรเจนซึ่งเป็นพลังงานหมุนเวียน และเคยไปแสดงดนตรีในค่ายผู้ลี้ภัยในต่างประเทศ SUGIZO ได้ดำเนินกิจกรรมเหล่านั้นมาเรื่อยๆ อย่างขยันขันแข็ง เขาเคยได้พูดถึงแหล่งพลังงานเหล่านั้นไว้ (สุกิตะ มาซาชิ・ห้องข่าวนิวเคลียร์ – สำนักข่าวเคียวโด)

“การเปลี่ยนแปลงแบบ 180 องศา”

“นักดนตรีร็อค” คำๆนี้อธิบายชีวิตของ SUGIZO ในอดีตได้อย่างชัดเจน ดื่มเหล้าอย่างหนัก สูบบุหรี่จัด ถึงขนาดที่เคยคลานกลับบ้านแผลถลอกปอกเปิกเต็มตัวก็ยังจำอะไรไม่ได้ ‘ทุกอย่างในโลก.. พังไปให้หมดก็ดี’ SUGIZO ถูกครอบงำไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกด้านลบมาโดยตลอด

ลูกสาวผมเกิดมาในปี 1996 อาจจะดูเหมือนพูดง่ายไปสักหน่อย แต่วิธีคิดและการชีวิตที่ตั้งตนเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลนั้น “ได้เปลี่ยนไป 180 องศาเพื่อลูกสาว” ครับ

ความรักที่มีต่อลูกสาวนั้น ยิ่งเธอโตขึ้น มันก็แผ่กว้างไปยังเด็กๆรุ่นราวคราวเดียวกัน รวมถึงสังคมทั้งหมดด้วย ความรู้สึกที่ว่า ‘อยากจะทำให้สังคมมันดีขึ้น’ มันก่อตัวขึ้นหลังจากที่ภาพของเด็กๆ ที่กลายเป็นเหยี่อของสงครามในต่างประเทศหรือปัญหาสิ่งแวดล้อมซ้อนทับกับภาพของลูกสาว

 

 

“การปฏิบัติ”

เมื่อมองถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้ว ผมก็ได้รู้ถึงความขัดแย้งของพลังงานนิวเคลียร์และความเป็นไปได้ของพลังงานหมุนเวียน

ขยะนิวเคลียร์อย่างเชื้อเพลิงนิวเคลียร์จากเตาปฏิกรณ์ที่ใช้จนหมดประโยชน์นั้นไม่มีที่ให้ทิ้ง “ครึ่งชีวิตของสารกัมมันตภาพรังสีนั้นกินเวลานานมาก (นโยบายพลังงานนิวเคลียร์)ค่อนข้างไร้ความรับผิดชอบ มันเป็นความเสื่อมเสียของยุคสมัยนี้ที่เราเสี่ยงอันตรายจนสร้างภัยอันตรายให้คนยุคถัดไป”

ผมได้เข้าร่วมโปรเจกต์คัดค้านโรงฟ้าไฟ้นิวเคลียร์ ‘STOP ROKKASHO’ ที่มีศูนย์กลางคือคุณซากาโมโต้ ริวอิจิ ในปี 2008 นั้น เวลาว่างระหว่างทัวร์ที่ยูเครน ผมได้ไปไกลถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เชอโนบิลของสหภาพโซเวียตที่เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง(เกี่ยวกับนิวเคลียร์)ขึ้น ตอนอยู่ที่นั่น ผมรู้สึกตัวเลยว่า จะให้เกิดโศกนาฏกรรมแบบนี้อีกไม่ได้

แต่แล้ว 3 ปีให้หลัง ก็เกิดอุบัติเหตุขึ้นที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ TEPCO ฟุคุชิมะหมายเลข 1 สิ่งที่ผมกลัวที่สุดกลายเป็นจริง ในจิตใจผมตอนนั้นมีเพียงความสิ้นหวัง

ในทางกลับกัน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็กลับมาดำเนินการต่ออีกครั้งท่ามกลางสายตาของผู้คนที่สูญเสียบ้านเกิดของตัวเองไป ความรู้สึกที่อยากจะสร้างสังคมพลังงานหมุนเวียนโดยปราศจากพลังงานนิวเคลียร์มันก็แรงกล้าขึ้นจนเหมือนการปฏิวัติ

เมื่อธันวาคมปีก่อน ในการแสดงสดของ LUNA SEA ที่จัดขึ้นที่ SAITAMA SUPER ARENA นั้น ไฟฟ้าที่ใช้กับเครื่องดนตรีของสมาชิกทุกคนมาจากเชื้อเพลิงไฮโดรเจนซึ่งผลิตจากพลังงานหมุนเวียน บวกกับการดึงไฟฟ้ามาจากรถเซลล์เชื้อเพลิงที่จอดอยู่ใกล้ๆ บริเวณที่จัดงาน “เพราะพลังงานสดใหม่ คุณภาพของการแสดงก็เพิ่มขึ้นไปอีก”

ถึงแม้จะมีปัญหามากมายอย่างการขอความร่วมมือจากหลายฝ่าย หรือการผลิตพลังงานไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน แต่ผมก็ตั้งใจจะจดจ่อกับพลังงานที่ใช้ในดนตรีและโปรโมทความเป็นไปได้ของพลังงานหมุนเวียนนี้ต่อไปครับ

“การตัดสินใจหน้างาน”

เมื่อเดือนมีนาคมปี 2016 ผมได้ไปเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยซาตารีและอัซซัรกออ์ในจอร์แดนที่ชาวซีเรียลี้ภัยไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น นั่นเป็นเพราะรู้สึกว่ามันไม่มีความหมายอะไรเลยถ้าผมไม่ได้ไปดูสถานที่จริงด้วยตาของตัวเอง

ที่ค่ายลี้ภัยนั้น ทุกคนที่อยู่ที่นั่นได้รับการการันตีในเรื่องความปลอดภัย แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันเป็นเพียงการใช้ชีวิตไปวันๆเท่านั้น ที่นั่นล้อมด้วยรั้วเหล็กและเป็นชีวิตประจำวันที่ถูกควบคุมดูแลตลอด เมื่อมองสิ่งที่เหมือนค่ายกักกันนี้แล้ว “มันก็กลายเป็นความรู้สึกหนักหน่วง ยากลำบาก”

ผมก็คิดว่าทำอย่างไรถึงจะสามารถแลกเปลี่ยน(วัฒนธรรม)กับคนที่นั่นได้ ผมเลยยกไวโอลินขึ้น แล้วก็เล่นเพลงของตัวเอง หรืออย่างเพลง ‘Miagete Goran Yoru no Hoshi wo’ของคุณซากาโมโต้ คิว สถานที่ที่เคยนิ่งเงียบก็เปลี่ยนไป อารมณ์ที่ถูกเก็บไว้ของเด็กๆและผู้หญิงออกมาโลดแล่นและพากันเต้นด้วยสีหน้าเป็นประกาย เมื่ออยู่ตรงหน้าความดีใจและประหลาดใจนี้ ผมก็รับรู้ได้ถึงความอบอุ่นในใจที่ใฝ่หามานาน ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้ผมเห็นถึงความสำคัญของการสนับสนุนผู้ลี้ภัยผ่านดนตรี

เดือนตุลาคมปีนี้ผมได้แพลนจะจัดคอนเสิร์ตอย่างที่รอมัลลอฮ์ในเขตปกครองตนเองปาเลสไตน์ทางด้านชายฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน เพื่อจะได้มีส่วนเกี่ยวของกับปัญหาในปาเลสไตน์ที่ผมสนใจมากขึ้นกว่าแต่ก่อนครับ

“อุดมคติ”

ระหว่างที่ทำกิจกรรมช่วยเหลือผู้ประสบภัยและรณรงค์ต่อต้านนิวเคลียร์ต่อไป มันก็มีความเห็นด้านลบอย่าง‘ดนตรีกับปัญหาสังคมควรแยกออกจากกัน’ออกมาเหมือนกันครับ ในประเทศแถบยุโรปและอเมริกา มันมีความวิธีคิดที่ว่ามีหน้าที่พ่วงมากับฐานะทางสังคมหรือ ‘Noblesse Oblige (ผู้ทรงเกียรติย่อมต้องประพฤติอย่างทรงเกียรติ)’อยู่ครับ นักดนตรีและดาราเองก็มีส่วนในการช่วยแก้ปัญหาสังคมเหมือนกัน แต่ว่าในญี่ปุ่นนั้น ผมรู้สึกว่าถ้าหนีความเสี่ยงที่จะถูกวิจารณ์และยับยั้งการกระทำแล้วล่ะก็ จะไม่สามารถยกระดับจิตใจขึ้นมาได้

“ดนตรีและศิลปะอยู่เคียงข้างการขยายตัวของสังคม ผมจะทำในสิ่งที่ผมคิดว่าถูกต้องด้วยความภูมิใจต่อไปครับ” มันเป็นเรื่องธรรมชาติอยู่แล้วที่นักดนตรีจะคิดหัวก้าวหน้า และพวกเขาต้องมอบอุดมคติและความหวังให้กับสังคมด้วย ผมไม่สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์และผมก็จะยืนยันให้ความเชื่อของตัวเอง

เทียบกับเมื่อ 20 ปีก่อนที่คิดว่าอยากจะทำให้สังคมดีขึ้น ปัญหาสังคมมันก็เพิ่มมากขึ้น ภัยธรรมชาติเองก็เพิ่มขึ้น แต่ว่าการไปยังค่ายผู้ลี้ภัยหรือสถานที่ประสบภัย ได้จ้องมองความเจ็บปวดของผู้คนที่อยู่ที่นั่น และบอกให้พวกเขามีความหวังถึงอนาคตข้างหน้า ผมคิดว่านั่นคือบทบาทของตัวผมเอง

สัมภาษณ์เมื่อวันที่
10 สิงหาคม 2018
สำนักข่าวเคียวโด

 

Total
5
Shares